2007/Jul/05

มีคนขอมานะครับสำหรับหัวข้อนี้วีเลยลองหามาให้ครับ ไม่รู้ว่าข้อมูลชุดนี้จะซ้ำกับที่คุณมีอยู่รึเปล่านะครับ แต่ก็ลองดูละกันครับ เพื่อมีประโยชน์บ้าง

Transactional Analysis (TA)

Transactional Analysis เป็นทฤษฎีทางบุคลิกภาพที่มองจากกรอบของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แนวทฤษฎีนี้ ได้รับการพัฒนาและก่อตั้งขึ้นโดย Eric Berne ในปี 1952

Transactional Analysis พูดถึงการพัฒนา บุคลิกภาพในแง่ แบบแผนของชีวิต โดยเฉพาะแบบแผนของชีวิต ในส่วนที่เป็นปัญหา ซึ่งถูกเรียกว่าเกม (GAME) และยังพูดถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังบุคลิกภาพ คือ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังปฏิกิริยา ที่มีต่อกัน ระหว่างบุคคล ในรูปของ Ego States ซึ่งต่อมา ได้พัฒนารูปแบบ ให้ง่ายในการใช้ขึ้น เพื่อกำหนดเป้าหมายของ การรักษาที่เรียกว่า Egogram

ในอีกแง่มุมหนึ่ง Transactional Analysis ได้มองชีวิตของคนเรา เปรียบได้กับการอยู่ในโลกแห่งละคร แต่ละคน ต่างมีแบบแผนชีวิต หรือบทชีวิต (Script) ที่เป็นของตนเอง บทของชีวิต ที่ดำเนินผ่านไปนี้ บ้างก็ง่ายๆ ตรงไปตรงมา บ้างเป็นพิธีกรรม ธรรมเนียม ที่คุ้นเคย ของผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ในบางบทอาจ มีความสลับซับซ้อนอยู่ ซึ่งจะเป็นไปตามแรงสับสน ของตัวคนที่อยู่เบื้องหลัง บางคนก็ตกอยู่ในวังวนของเกมแห่งชีวิต ที่ตนเองจัดฉากขึ้นมา และเมื่อวันหนึ่ง ถ้าใครสักคนเบื่อที่จะเล่นเกม เขาอาจจะ เปลี่ยนแปลงชีวิต ของเขาเอง ด้วยการเลิกเล่นเกม และสร้างบทของตัวเองขึ้นมาใหม่ และปรับเปลี่ยนตัวตนที่อยู่ภายใน เพื่อวิถีชีวิตที่เขาต้องการในวันข้างหน้า

Structural analysis and individual psychiatry

Berne คิดว่าภายใต้พฤติกรรมของคนเราที่แสดงออกไปภายนอกนั้น ยังมีสิ่งเป็นแรงขับดัน ที่อยู่เบื้องหลัง ที่เป็นทั้งความคิด ความรู้สึก ที่ประกอบการตัดสินใจ ในการแสดงพฤติกรรมภายนอก แรงขับดัน ที่อยู่เบื้องหลังนี้ เรียกว่า Ego states ซึ่งถูกแบ่งเป็น 3 สภาวะคือ

1. Parent : เป็นภาวะที่ได้เห็นได้รับรู้การทำของพ่อแม่ในอดีต และถูกดูดซับไว้เป็นข้อมูล พื้นฐาน ในการจัดการ กับปัญหา ในชีวิตปัจจุบัน Ego state ของ Parent ถูกแบ่งย่อยเป็นอีก 2 ชนิด คือ

-Critical parent มีลักษณะเป็นตัวของตัวเองสูง, ชอบบงการ ชอบสร้างข้อจำกัด และกฎเกณฑ์ สร้างค่านิยม ชอบวิจารณ์ และจับผิด มายืนยันสิทธิของตัวเอง
-Nurturing parent มีลักษณะที่เข้าอกเข้าใจ, เกื้อหนุนชีวิต

2. Adult : จะจัดการเกี่ยวกับสิ่งเร้าให้อยู่ในรูปของข้อมูล และประมาณผล วัดลำดับข้อมูล ตามประสบการณ์ในอดีต เป็นตัวกลางที่จะประมวลผลที่ได้รับจากความจริงภายนอก และประสบการณ์ อดีตภายใน ในลักษณะของข้อมูล มีลักษณะตอบสนอง ตามความเป็นจริง, มีความเที่ยงตรง แม่นยำ ปราศจากอารมณ์ และอคติ

3. Child : เป็นส่วนของความรู้สึกภายในของอดีต ที่ยังหลงเหลือเป็นส่วนของ ประสบการณ์

ปัจจุบัน แบ่งเป็นลักษณะย่อย 2 ชนิด คือ

-Free Child มีลักษณะเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นอิสระ อยากรู้อยากเห็น ขึ้สงสัย สนุกสนาน

-Adapted Child : มีสองลักษณะ อย่างแรกจะมีลักษณะอ่อนน้อม ประนีประนอม ปรับตัว เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ยอมให้ผู้อื่นได้ง่าย ในอีกลักษณะหนึ่ง จะเหมือนเป็นกบฎ กลายๆ ต่อต้าน เจ้าอารมณ์ กรีดร้อง และทำตัวเหมือนเด็กเล็กๆ Ego state ทั้ง 5 นี้ถูกนำไปเขียนอยู่ในรูปแผนภูมิ เมื่อที่จะแสดงปริมาณ ของพลังงานที่ มีอยู่ในแต่ละ Ego states ซี่งเราเรียกว่า Egogram, Egogram จะแสดงถึง พลังงานของ Ego state แต่ละชนิด ในเชิงเปรียบเทียบ มากน้อย อยู่ในรูปคล้ายกราฟแท่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของ CP, NP,A, FC, AC Egogram ตั้งอยู่บนสมมติฐานของพลังงาน ที่คงที่ กล่าวถึงเมื่อพลังงานใน Ego state ใด เพิ่มขึ้น พลังงานของ Ego state อื่นจะลดลง ซึ่งไม่แบบ Egogram ของบุคคลใด บุคคลหนึ่ง จะคงที่ เว้นแต่ว่า บุคคลนั้น ตัดสินใจอย่างแน่วแ น่ที่จะเปลี่ยนสมดุล ของพลังใน Ego state ของเขา

Social Intercourse and social psychiatry

มนุษย์เกิดมาพร้อมกับการเป็นผู้กระหายต่อสิ่งเร้า (Stimulus - Hunger) สิ่งเร้าที่มนุษย์ได้รับ ในช่วงแรกของชีวิต คือ ความใกล้ชิดทางกายภาพ เมื่อมนุษย์เติบโตขึ้น ความต้องการสิ่งเร้านั้น ถูกแปรรูปจาก สิ่งเร้าทางกายภาพ เป็นสิ่งเร้าทางสังคมมากขึ้น มนุษย์จึงเป็น ผู้กระหายต่อความยอมรับ ของผู้อื่น (Recognition-Hunger) สิ่งเร้าที่พูดถึง ในแง่ของ การกระตุ้นทางกายภาพ หรือการยอมรับทางสังคม ถูกเรียกรองกันว่า Stroke

เมื่อคน 2 คนพบกัน Stroke ของคนหนึ่งจะไปกระตุ้นให้คนอีกคนหนึ่งเกิดการตอบสนอง ซึ่งเป็น Stroke Stroke ที่ตอบสนอง จะไปกระตุ้น ให้คนๆ แรก สลับ stroke กลับไปยังคนที่ 2 ไปๆ มาๆ Interaction ที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าชัดเจน เราจะเรียกว่า

Transaction, Transaction เป็นปฏิสัมพันธ์เชิงสังคมของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่แสดงออกอย่างชัดเจน Transaction ที่เกิดขึ้น แบ่งเป็น 2 ระดับได้แก่
- Social level
เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นชัดแจ้ง สังเกตเห็นได้ง่าย
- Psychological level เป็นส่วนที่ปกปิด มักออกทางภาษากาย

นอกจากนี้ มนุษย์ยังเป็นผู้กระหายต่อการจัดการชีวิต (structuring-Hunger) ในแต่ละวัน แบบแผนของการจัดการชีวิต อยู่ในรูปของ program ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประการ


Material program เป็นการใช้ชีวิตในส่วนที่จัดการกับ Data process และ External reality เช่นการทำอาหาร การซักผ้า เป็นต้น
Social program เป็นการใช้ชีวิตตามวิถีที่คุ้นเคย Social Program นี้เป็นไปเ พื่อความยอมรับ ในกลุ่มย่อย ซึ่งจะนิยมเรียกว่า มรรยาท (ผู้ดี) สังคม ซึ่งมักอยู่ในรูปของ การแสดงออกตาม ธรรมเนียม (Ritual)และการพูดคุยฆ่าเวลา (Pastime)


TRANSACTIONAL ANALYSIS

ในขณะที่ Transaction เกิดขึ้น Egostate จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบของการแสดง
Transaction ออกไป ซึ่งโดยทั้วไปแล้ว Transaction ที่เกิดขึ้นมี 3 ลักษณะ
1. Complementary
คือ Transaction ที่แสดงออกและตามขึ้นในแต่ละ EGostate ขนานกัน Transaction ชนิดนี้ตามทฤษฎีเชื่อว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องจนไม่มีที่สิ้นสุด
2. Crossed
คือ Transaction ที่เกิดขึ้นระหว่าง Egostate โย้งกันซึ่งเมื่อเกิดขึ้น แล้วจะทำให้ การสื่อสาร หยุดลง
3. Ulterior คือ Transaction ที่เกิดขึ้นในระดับ Psychological Level และมีความหมาย ซ่อนนัยอยู่

GAME

GAME เป็นชุดของ Ulterior Transaction ที่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่ตามมาได้เป็นกลุ่ม Transaction ที่เกิดขึ้นครั้งเก่า โดยที่การแสดงพฤติกรรมโดยผิวเผินบางอย่าง และมีความคาดหวัง ที่อยู่เบื้องหลัง อีกอย่างหนึ่ง game มีสิ่งที่ต่างจาก Ritual และ Pastime อย่างที่เห็นได้ชัดอยู่ 2 ประการ คือ Game จะต้องมี จุดมุ่งหมาย แอบแฝงซ่อนอยู่ และต้องมีค่าตอบแทน การเดิน (Payoff)
Game ที่เล่นกันอยู่ทุกวันนี้ แบ่งตามความรุนแรงของผลลัพธ์ที่ตามมาได้ 3 ระดับ คือ
1. First Degree Game เป็นระดับที่สังคมใกล้ชิดพอยอมรับได้ เนื่องจากไม่มีอันตรายทาง ร่างกาย และผู้เล่นอาจจะถูกต่อว่าหรือก่นด่า
2. Second Degree Game เป็นเกมที่มีความรุ่นแรงขึ้นมา ซึ่งทำให้จบลงด้วยการถูกชกหน้า หรือถูกตบ
3. Third Degree Game
เป็นเกมที่ก่อให้เกิดความพินาศแตกหัก คุณค่าที่ต้องจ่ายทดแทนในการเล่น คือ อาจทำให้ถูกเนรเทศจากกลุ่ม มีการหย่าร้างที่ยุ่งเหยิง อาจจะต้องขึ้นศาล หรือแม้กระทั่งจบลง ที่เชิงตะกอน
การเรียนรู้ Game ก็เหมือนการเรียนรู้พฤติกรรมอื่นๆ เช่น Ritual, Pastime, Activity การถูกถ่ายทอด จากพ่อแม่ไปสู่ลูก จากชนรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง หน้าที่ของเกมเหล่านี้เป็นไป เพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนา โดยที่สิ่งเหล่านี้จะไม่ได้มาด้วยวิธีอื่น การแบ่งชนิดของเกม มีได้หลายลักษณะ ตามสิ่งที่เราสนใจพิจารณาอยู่ เช่น


1. จำนวนผู้เล่น : สองคน, สามคน, ห้าคน, หรือหลายๆคน
2. อุปกรณ์ที่ใช้เป็นสื่อในการเล่น : คำพูด, เงินตรา, ส่วนของร่างกาย
3. ลักษณะทางจิตวิทยาคลินิก : Hyterical, Obsessive-compulsive, Paranoid, Depressove
4. Zonal : Oral, Anal, Phallic
5. Psychodynamic : Counterphobic, Projective, Introjective
6. Instinctual : Masochistic, Sadistic, Fetishitic
การวิเคราะห์เกมที่เกิดขึ้น Berne ได้วิเคราะห์แยกแยะเกมเป็นส่วนหลายด้านได้แก่ Thesis เป็นลักษณะทั่วไปของเกม รวมทั้งลำดับเหตุการณ์ (ใน socialievel) ข้อมูลทาง Psychological Background. การวิวัฒนาการในเกม และความสำคัญในแง่ PsychologicaL level
Antithesis Game จะสิ้นสุดเมื่อผู้เล่นปฎิเสธที่จะเล่นหรือ ไม่มีการจ่ายค่าเล่น Game
ดังนั้น Antithesis มองอีกแง่หนึ่ง คือ วิธีการแก้เกมนั่นเอง



เกม "ขึ้นศาล" (Court Room)
Thesis เป็นเกมที่พบบ่อยใน marital psychotherapy group ซึ่งจิตแพทย์ จะตกเป็นผู้ร่วมเล่นโดยไม่รู้ตัว
ในเกมนี้จะประกอบไปด้วย โจทย์ จำเลย ผู้พิพากษา ส่วนลูกขุนจะมีหรือไม่มีก็ได้ โดยที่สามี หรือภรรยาเป็นโจทย์ หรือจำเลย จิตแพทย์เป็นผู้พิพากษา ถ้ามีคนอื่นร่วมด้วยก็อยู่ในฐานะของลูกขุน
เกมนี้เริ่มต้นด้วย สามีเป็นผู้เริ่มพูดว่า "ผมจะเล่าให้หมอฟังว่าเมื่อวานนี้เธอทำอะไรกับผมบ้าง เธอ.......ฝ่ายภรรยา ก็จะพูดขึ้นมา เพื่อปกป้องตัวเองว่า "ที่จริงแล้ว เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะคือ


......"หลังจากนั้นสามีก็อาจจะ ให้การเพิ่มเติม เมื่อจิตแพทย์ได้รับฟัง จนคิดว่าหาข้อสรุปได้ก็จะพูดว่า"
หลังจากที่ ผมได้ฟังเรื่อง ที่คุณทั้งสองฝ่ายเล่าแล้ว ผมคิดว่า ...... หรือเราควรจะ มาพิจารณากันว่า"
และ ในกรณีที่ มีผู้อื่นนั่งอยู่ด้วย จิตแพทย์อาจจะ หันไปถามว่า " หลังจากที่พวกคุณได้ยิน เรื่องราวทั้งหมดแล้ว
พวกคุณมีความคิดเห็น ว่าอย่างไร" แล้วผู้ร่วมกลุ่มที่อยู่ด้วย ก็จะเสนอ ความเห็นในฐานะลูกขุน
Antithesis จิตแพทย์ อาจจะเริ่มด้วยการบอกฝ่ายสามีว่า "ผมว่าคุณเป็นฝ่ายถูกต้อง"
เมื่อเขามีท่าที ที่ผ่อนคลายลง และพออกพอใจ จิตแพทย์ก็ถามต่อว่า "คุณรุ้สึกอย่างไร ที่ได้ยินผมพูดอย่างนั้น"


เขาก็ตอบว่า "ก็ดีนี่ครับ" หลังจากนั้นจิตแพทย์ ก็เปลี่ยนท่าที โดยพูดว่า "อันที่จริง ผมคิดว่าคุณเป็นฝ่ายผิด"
หลังจากจิตแพทย์ได้รวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว ก็จะเริ่มการบำบัด โดยการใช้เทคนิคการ
ออกคำสั่งห้าม ซึ่งเป็นวิธีที่สำคัญที่สุด ในการแก้เกมนี้ โดยจิตแพทย์จะวางกฎ มิให้มีการกล่าวอ้างถึง
บุคคลที่สาม ภายในกลุ่ม ในการพูด นั้นคือ สรรพนามที่ใช้ในการสนทนา จะต้องเป็น "คุณ" และ"ผม(ดิฉัน)"
เท่านั้น และห้ามการพูด ในทำนองที่ว่า "ขอให้ดิฉันได้เล่าเรื่องของ "เขา" อีกสักนิด" หรือ "ขอให้ผมได้
เล่าเรื่องของ"เธอ"บ้าง" ด้วยวิธีนี้คู่แต่งงานเจ้าปัญหาก็จะหมดหนทางในการเล่นเกมอีกต่อไป
AIMS : REASSURE
ROLES : โจทก์ จำเลย ผู้พิพากษา และอาจมีลูกขุนร่วมด้วย
DYNAMIC : SIBLING RIVALRY
EXAMPLES :
1. เด็กๆทะเลาะกัน พ่อแม่ห้ามปรามและตัดสินความ
2. คู่แต่งงานที่ต้องการความช่วยเหลือ
SOCIAL LEVEL : PARENT-PARENT-PARENT
PARENT: นี่คือสิ่งที่เธอทำกับผม
PARENT: ที่จริงเป็นอย่างนั้นต่างหาก
PAGENT: คุณทั้งสองคนควรทำเช่นนี้
PSYCHOLOGICAL LEVEL : CHLD-PARENT
CHILD: บอกซิครับ (คะ) ว่าผม (หนู) เป็นฝ่ายถูก
RARENT: คุณเป็นฝ่ายถูก หรือ ลูกถูกทั้งสองคนแหละจ้ะ
MOVES
1) การตั้งข้อกล่าวหา-การโต้ตอบปกป้องตัวเอง
2) การพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยฝ่ายโจทย์ การประนีประนอมยอมความ หรือการสร้างความเข้าใจ ที่ดีต่อกัน
3) การตัดสินใจของผู้พิพากษาและคำเสนอแนะของลูกขุน
4) การตัดสินใจขั้นสุดท้าย
 

Psychopathology

Ta มองความผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นพยาธิสภาพของ 2 เรื่องใหญ่ๆคือ
- Pathology ของ Ego states
- Pathology ของ Transaction




2) Exclusion และ Blocked-out ในกรณีที่ผู้ป่วยใช้ ego state อันใดอันหนึ่ง อย่างซ้ำๆ และสามารถคาดเดาพฤติกรรมได้ ซึ่งจะเป็นในบางสถานะการณ์ เราเรียกว่า exclusion
อาจพบ constant Parent, constant Adult, constant Child ในกรณีที่ ego state บางอันถูกปิดกั้นมิให้แสดงพฤติกรรมออกมา ภาระนี้เรียกว่า Blocked-out
- Functional pathology เป็นความผิดปกติ เกี่ยวกับการถ่ายเท psychic energy จาก ego state หนึ่ง ไปสู่ ego state หนึ่ง ความผิดปกตินี้อาจจะเกิดเนื่องจากตัวการถ่ายเทพลังงานเองหรืออาจจะเป็น ความผิดปกติของ Ego Boundary ก็ได้ ความผิดปกติชนิดนี้ Berne เองไม่ได้ แสดงรายละเอียดที่ชัดเจน


Pathology ของ Transaction
ความผิดปกติของ Transaction นี้คือ Game นั่นเอง โดยเฉพาะ second-degree Game และ Third-degree game

Psychotherapy

การทำจิตบำบัดใน TA นั้น ตั้งเป้าหมายอยู่ 3 ประการคือ
1) Game intervation
2) Script redecision
- Egogram Balance


การทำจิตบำบัดใน TA จะมีลักษณะดังนี้


1) Simple Language
2) Contractual therapy
ป็นการบำบัดที่มีข้อตกลงระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วย ที่จะต้องร่วมมือกัน ในการรักษา และพยายามให้เป้าหมายที่ตกลงร่วมกันลุล่วงไปด้วยดี โดยที่ทั้งสองฝ่าย ต่างต้อง มีความรับผิดชอบ ร่วมกัน จิตแพทย์จะอยู่ในฐานะผู้ดู (Passive Spectator) และผู้ป่วยจะต้องไม่เอ่ย และคาดหวังว่า จิตแพทย์จะเป็นผู้ดลบันดาล ให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น มีเรื่องหลักๆอยู่ 4 เรื่องที่เป็นข้อตกลงในการรักษา
- Mutual Assent เป็นการพูดออกมาเกี่ยวกับเป้าหมายของการรักษาที่ตกลงร่วมกัน โดยภาวะ adult ของทั้งสองฝ่าย
- Competency จิตแพทย์จะตกลงรักษาให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตกลงเฉพาะในส่วนที่ ตนเองทำได้ บางครั้งจิตแพทย์ต้องพูด อย่างตรงไปตรงมา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่า จิตแพทย์เป็นผู้วิเศษ ที่จะทำให้ผู้ป่วยหายได้
- Legal Obsect ข้อตกลงที่ทำกันต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
- Consideration คำตอบแทนส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเงิน
3) Specific Technique เพื่อให้ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบต่ออาการเจ็บป่วยของตนเอง มากขึ้น

Technique ของ Game Treatment
- Game analysis by confrontation
- Game interuption by psychodrama


Technique ของ Script Treatment
- Script reversal
- Reparenting
- Redecision
- Technique ของ Egogram Treatment
- Ego state opposition
- Ego gram tranfer of enengy

บทสรุป
TA เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาซึ่งเมื่อมองโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นที่เข้าใจได้ง่ายและไม่ซับซ้อน ตัวทฤษฎีพูดถึง การเกิดบุคลิกภาพ และการแสดงออกของพฤติกรรม ที่เกิดในขณะปัจจุบัน ที่มีแรงผลักดันจากการเรียนรู้ ในอดีต ในรูปของ Transaction TA นี้ สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ในวงธรุกิจ หรือวงสังคม ระดับต่างๆ และยังได้เสนอแง่มุม ในการมองผู้ป่วยทางจิตเวช ตามแบบของ TA ถ้าพูดถึง โดยเทคนิคแล้ว เทคนิคบางอย่างก็ดูเหมือน จิตบำบัดแนวอื่นบ้างและบางครั้งยังอาศัยเทคนิค การทำจิตบำบัดแนวอื่น มาเป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ป่วย

บรรณานุกรม
1- ปริญญ์ ปราชญานุพร, ผู้ทันเกมชนะใจคน ,แปล สำนักพิมพ์ดอกหญ้า กรุงเทพ 2536
2. Berne, E, Transactional analysis in psychotherapy, New year : castle book, 1961
3.- Berne, E, Game people play. New york : Ballantine books, 1964
4.- Berne, E, What do you say after you say helo, London : Corgi book,1972
5. Dusay and dusay, Transaction analysis, in current psychotherapy
corsini edt. Illinois, : Peacock Publishers, 1979, 374-427


เครดิต

http://www.mahidol.ac.th/mahidol/ra/rapc/ta.html

This page was created and is maintained by our team.
Please send your comments and suggestions to ramlt@mucc.mahidol.ac.th
This page was last modified on 3 November 1995.

1) Contamination โดยทั่วไปแล้ว Ego-state Parent, Adult, Child จะแยกกัน โดยเด็ดขาด โดยมีขอบเขต (Ego-Boundary) ชัดเจน ในบางกรณีจะมี Ego state อื่นจะเข้ามา ปะปนกัน Adult เราเรียกว่า contamination of Adult ถ้าเป็นส่วนของ Parent เข้ามาปะปนกับ Adult จะเรียกว่า Prejudice หรืออคติ ถ้าเป็นส่วนของ Child เข้ามาปน กับ adult เรียกว่า delusion และ contamination
Pathology ของ Ego state
ความผิดปกติของ Egostate ดีได้ ดังที่เป็น structural pathology และ Functional pathology
- Structural pathology เป็นความผิดปกติของ Psychic structure ซึ่งหมาย
ถึง Ego state นั่นเอง แบ่งเป็น
Aims คือวัตถุประสงค์ทั่วไปเองการเล่นเกม ในรูปแบบเกมชนิดหนึ่งอาจมีได้หลายทางขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เล่น
Role บทบาทของผู้เล่น
Dynamic
หมายถึง Psychodynamic ที่เป็นตัวผลักดันอยู่เบื้องหลังและทำให้เกิดการเล่นเกมขึ้น
Example
เป็นตัวอย่างลักษณะเกมที่เข้าใจได้ง่าย
Transactional Paradigm
เป็น Transactional Analysis ของ Situation ที่แสดงให้เห็นทั้งระดับ Social level และ Psychological level
Move เป็นผลตอบสนองแก่กันของผู้เล่นเกม
Advantage ผลประโยชน์ที่ได้จากการเล่นเกม
Individual programกิดขึ้นเมื่อบุคคล สนิทสนมเกิดขึ้น จะมีการใช้เวลาไปใน 6 รูป ลักษณะคือ
1. Withdrawal เป็นความสัมพันธ์ที่มี Transaction น้อยมาก
2. Ritual จะมี transaction ที่เป็นแบบแผนที่คุ้นเคยระหว่างคนที่เกี่ยวข้อง
3. Pastime จะมีเป็น Transaction ที่เกิดขึ้นในช่องเวลาว่างหรือก่อนกิจกรรมอื่นมีทั้งรูปแบบ ที่ formal และ informal เป็น transaction ที่ไม่คาดหวัง แจ้งผลและไม่มีการซ่อนนัยแอบแฝง
4. Game จะมี Transaction ที่มีสองระดับในขณะเดียวกัน คือว่าการแฝงนัยนะ เชิงจิตวิทยาไว้ได้ และมีความคาดหวัง ในส่วนที่จะได้รับจากการเล่นเกม ซึ่งเรียกว่า Pay off
5. Activity จะมี Transaction เป็นไปเพื่อผลเชิงวัตถุ หรือ Externsl Reality อยู่ในรูปของ การทำงาน (Work)
6. Intimacy เป็นปฎิกริยาอย่างตรงไปตรงมาของมนุษย์ที่มีต่อกันและไม่ใช่ที่กล่าวไว้ข้างต้น มีเป้าหมาย คือ มนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

2007/Jul/04

จิตวิทยาเบื่องต้น 
~บทที่ 1~ 
 ว่าด้วยบุคลิกภาพของคนเราประกอบด้วยคุณลักษณะของบุคคลในด้านความคิด 
บุคลิกภาพของคนเราประกอบด้วยคุณลักษณะของบุคคลในด้านความคิด ความรู้สึกและความทรงจำ
 ดังนั้นบุคลิกภาพจึงมีองค์ประกอบ 3 ประการดังนี้
- ความรู้ความเข้าใจ (Cognitive) เช่น ความคิด(Thoughts) สติปัญญา(Intelligence) ความทรงจำ(Memory) 
ความเข้าใจ(Perception)
- พฤติกรรม (Behavioral) เช่น ความฉลาด (Talents) ทักษะ (Skills) ความสามารถ(Competence)
- อารมณ์ (Emotional) เช่น ความรู้สึก (Feelings) การรับรู้ (Sentiments)
นักสังคมวิทยาและนักจิตวิทยาเห็นว่า บุคลิกภาพของคนเราเป็นผลมาจากอิทธิพลทางด้านสิ่งแวดล้อม 
สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นการขัดเกลาทางสังคมจึงมีผลทำให้บุคลิกภาพแต่ละบุคคลมีลักษณะที่แตกต่างกัน
 โดยแต่ละทฤษฎีจะมีแนวความคิดที่แตกต่างกันดังนี้
1.ทฤษฎีกระจกส่องตน (The Looking - Glass self)
ผู้พัฒนาทฤษฎีนี้คือ ชาร์ล ฮัลตัน คูลลี่ (Charles Horton Cooley, 1864-1929) ซึ่งเป็นนักสังคมวิทยายุคแรก ๆ 
คูลลี่อธิบายว่าการพัฒนาตน (Self) มีลำดับขั้นตอน 3 ขั้นดังนี้
-การเห็นพฤติกรรมของตนที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น (Perceive)
-วิจารณ์พฤติกรรมของตน (Judgments)
-ประเมินค่าพฤติกรรมของตนและผู้ที่เราพบเห็น (Evaluate)คูลลี่เชื่อว่าการพัฒนาตน (Self) จะสมบูรณ์ที่สุดในกลุ่ม
ปฐมภูมิ (Primary groups)คือ ครอบครัว
2.ทฤษฎีบทบาท-การได้รับ(Role-Taking)
จอร์ด เฮอร์เบิร์ต มีด (George Herbert Mead, 1863-1931) ได้แบ่งตน (Self) ออกเป็น2ส่วนคือ
"I" ซึ่งเป็นตัวแสดงถึงสัญชาติญาณธรรมชาติ หรือลักษณะเฉพาะของบุคคล "I" จะเป็นพัฒนาการแรกของมนุษย์ที่เรียน
รู้เป็นสิ่งแรกจากสิ่งที่สังคมคาดหวัง"Me" ซึ่งเป็นสิ่งแสดงถึงตนด้านสังคม ที่เกิดจากความต้องการของสังคม
และความต้องการของบุคคลที่จะได้รับ "Me" จะเป็นพัฒนาการที่มีช่วงเวลายาวนานตลอดชีวิตMead มองว่า
 "Me" เป็นสิ่งที่ได้รับจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคม 3 ขั้น คือ
1. ขั้นเลียนแบบ (Imitative stage) เริ่มตั้งแต่เกิด - 2 ปี โดยเด็กจะเลียนแบบหรือแสดงบทบาทที่ได้รับจากบุคคลอื่น ๆ
 ที่เห็น (Role-Taking) โดยเฉพาะบุคคลที่มีความสำคัญต่อเขา (Significant others) อยู่ใกล้ชิดกับเขาโดยเฉพาะ
พ่อแม่จะเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาขั้นนี้มากที่สุด
2. ขั้นแสดงบทบาท (Play stage) เริ่มที่อายุประมาณ 2 ปีขึ้นไป - 4 ปี เป็นขั้นที่เริ่มพัฒนาการของ "Me" 
เด็กจะเริ่มมีทัศนคติและการกระทำในสิ่งที่สังคมยอมรับ เด็กจะเริ่มเห็นว่าตนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 
เด็กจะเรียนรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด โดยมีพ่อแม่หรือสังคมเป็นผู้ควบคุมพฤติกรรม
3. ขั้นแสดงการเล่น (Game stage) อายุ 4 ปี ขึ้นไป เป็นขั้นที่เด็กเริ่มที่จะได้รับรู้และเห็นบทบาทการกระทำของบุคคล
ในสังคมนอกบ้าน จะเป็นการพัฒนาบทบาทที่สังคมส่วนใหญ่ (Generalized other) ต้องการและคาดหวังเริ่มมีการ
แสดงบทบาทหลายบทบาทในเวลาเดียวกันแนวความคิดของมีด และคูลลี่ได้รับการวิจารณ์ว่า ไม่เหมาะสมที่จะ
ใช้อธิบายสังคมปัจจุบันแต่เหมาะกับสังคมที่มีความซับซ้อนน้อย ๆ
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud,1856-1939) เป็นนักจิตวิทยาชาวเวียนนา ฟรอยด์แบ่งบุคลิกภาพของคนเราออก
เป็น 3 ส่วนคือ
Id (Instinct Drive) เป็นแรงขับของจิตใต้สำนึก ความคิด ร่างกาย จิตวิทยา และเพศ
Ego เป็นตัวปรองดรองระหว่างความต้องการของ Id และ Super-ego
Superego เป็นตัวตรวจสอบ ตักเตือนหิริโอตตัปปะ หรือควบคุมการแสดงบุคลิกภาพทางสังคมของคนว่าสิ่งใด
ควรจะทำหรือสิ่งใดไม่ควรทำ
ฟรอยด์ยังแบ่งขั้นพัฒนาการของร่างกายและอารมณ์ขึ้นอยู่กับความต้องการทางเพศ การพัฒนาจะต้องผ่านเป็นขั้น ๆ 
ไปตามลำดับถ้าพัฒนาการขั้นใดไม่สมบูรณ์จะมีผลกระทบต่อบุคลิกภาพและพัฒนาการขั้นต่อไป การพัฒนาของ
 Freud นั้นเรียกว่า ขั้นของจิตวิทยาทางเพศ (Psychosexual stages) มี 5 ขั้นดังนี้
1. ขั้นการใช้ปาก (Oral stage) เริ่มตั้งแต่เกิด - 1 ขวบ เด็กจะพึงพอใจกับการดูด การกัด หรือการใช้กิจกรรมทางปาก
 ถ้าเด็กถูกขัดขวางหรือยับยั้ง เด็กจะมีปัญหาเรื่องกิน เช่น กินไม่ตรงเวลา ร้องไห้เวลากิน เมื่อโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่จะชอบ
ใช้ปากมากกว่าอวัยวะอื่น ๆ เช่น ชอบนินทา สูบบุหรี่ ติดสุรา ดูดนิ้วมือ กัดเล็บ ก้าวร้าว
2. ขั้นการใช้ทวารหนัก (Anal stage) อายุระหว่าง 1 - 3 ปี เด็กจะพึงพอใจกับการได้กลั้นหรือขับถ่าย ถ้าถูกบังคับ
หรือขัดขวาง เช่น บังคับให้ขับถ่าย เมื่อโตขึ้นจะขี้เหนียว ชอบสะสม สะอาดปราณีต มีระเบียบ เคร่งครัด แต่ถ้าปล่อยให้
ขับถ่ายเลอะเทอะและเล่นอุจจาระโดยไม่บังคับจะเป็นคนฟุ่มเฟือยชอบสุรุ่ยสุร่าย
3. ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic stage) อายุ 3 - 5 ปี เด็กจะพึงพอใจกับการได้จับต้องอวัยวะเพศของตน เป็นระยะที่เด็กชาย
มีพฤติกรรมแบบปมออดิพุส (Oedipus Complex) คือเกิดความรักใคร่ผูกพันกับแม่กลัวพ่อจะรู้และลงโทษ ถ้าเด็ก
ถูกลงโทษจากพ่อในขั้นนี้เด็กจะมีความก้าวร้าวและมีความกดขี่ทางเพศ ส่วนเด็กผู้หญิงมีพฤติกรรมแบบปมอิเลคต้า
 (Electra Complex) คือเกิดความรักใคร่ผูกพันกับพ่อที่เกิดจากความพึงพอใจในอวัยวะเพศของพ่อเพราะตนไม่มี
ขั้นนี้ถ้าเด็กรู้ว่าความต้องการของตนไม่ได้รับการบำบัดก็จะหันมาเลียนแบบพ่อแม่ตามเพศของตนเพื่อดึงดูดความ
สนใจเมื่ออายุมากขึ้นปมนี้จะหายไป แต่ผลการเลียนแบบจะติดตัวเป็นบุคลิกภาพในวัยต่อมา ถ้าพ่อแม่แสดงตนไม่
เหมาะสมกับเพศเด็กจะแสดงบทบาทไม่เหมาะสมกับเพศของตนด้วย
4.ขั้นแฝง (Latency stage) อายุ 5 - 14 ปี เด็กจะเปลี่ยนความสนใจจากความพึงพอใจทางเพศ มาให้ความสนใจต่อ
สติปัญญา พัฒนาการด้านสังคม ซึ่งเป็นขั้นพัฒนาบุคลิกภาพไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
5.ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital stage) อายุ 15 ปี ขึ้นไปเป็นพัฒนาการขั้นสุดท้ายเป็นขั้นที่มีความพอใจเพศตรงข้าม 
มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เพศชายและหญิงพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้ ระยะนี้ถ้าเด็กมีพัฒนาการขั้นก่อน ๆ ดีก็พร้อมที่จะ
มีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ ถ้ามีปมขั้นที่ 3 ติดมาก็ปรารถนาจะแต่งงานกับเพศตรงข้ามที่อายุมากกว่า
4. ทฤษฎีความนึกคิดเกี่ยวกับตน (Identity Crises)
อีริค อีริคสัน (Erik Erikson,1902-1988) เป็น Neo-Freudian ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นเหตุเป็นผลของ ego 
อีริคสันเห็นว่าการพัฒนาตนเป็นการพัฒนาตามขั้นจิตวิทยาสังคม (Psychosocial stage) 8 ขั้นดังนี้
2. ขั้นความรู้สึกเป็นอิสระหรือสงสัยไม่แน่ใจความสามารถของตน (Autonomy versus doubt) เป็นวัยที่เด็กสามารถ
ควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดของอวัยวะขับถ่ายได้ รู้สึกมีอิสระที่จะขับถ่ายหรือไม่ขับถ่าย การบังคับให้ขับถ่ายจะทำให้เด็ก
เกิดความรู้สึกสงสัยว่าตนเองมีอิสระหรือไม่มีอิสระกันแน่ พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กรู้จักขับถ่ายให้เหมาะสมกับเวลาและสถานที่ 
ด้วยการผ่อนปรนบ้าง ไม่ควรเข้มงวดกับเด็กมากนักเพราะเด็กวัยนี้อาจมีความไม่แน่ใจว่าจะกลับไปถึงพาคนอื่น
ตลอดเวลาซึ่งมีความสุขสบายหรือจะกลับมาพึ่งตนเองซึ่งมีอิสระแต่ต้องรับผิดชอบ ถ้าฝึกให้เด็กขับถ่ายเข้มงวด
ในเรื่องเวลาและสถานที่เด็กอาจใช้วิธีลดความไม่สบายใจโดยทำตัวให้เหมือนทารกอยากดูดนมแม่ หรือถ้ามีน้องก็อิจฉาน้อง 
ถ้าพัฒนาการขั้นนี้เป็นไปได้ดีเด็กจะมีพลังความตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ และรู้จักควบคุมตนเอง
3. ขั้นความคิดริเริ่มหรือความรู้สึกผิด (Initiative versus guilt) วัยก่อนเข้าเรียนอายุประมาณ 3 - 5 ปี เป็นวัยที่เด็กสามารถ
ช่วยตัวเองได้ เริ่มแสดงความสามารถใหม่ ๆ ออกมา เช่นการพูด การคิด พ่อแม่จะต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กไ
ด้แสดงออกมามากที่สุดแต่ถ้าพ่อแม่ตำหนิติเตียนการกระทำของเด็ก จะมีผลทำให้เด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์ พูดติดอ่าง 
และเป็นคนกลัวทำผิดตลอดเวลา
4. ขั้นความรู้สึกว่าตนประสบผลสำเร็จหรือความรู้สึกด้อย (Industry versus inferiority) เป็นวัยเข้าเรียนอายุประมาณ
 6 - 11 ปี เป็นช่วงที่เด็กต้องการรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และสิ่งที่ต้องทำนั้นทำอย่างไร ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ช่วยสนับสนุน
ให้ทำงานหรือกิจกรรมได้สำเร็จ เด็กจะเกิดความรู้สึกประสบผลสำเร็จภาคภูมิใจและมีนิสัยรักที่จะทำงาน
- การใช้เวลาว่าง
- การปฏิบัติตามบทบาททางเพศของตนอย่างเหมาะสม
-การเปรียบเทียบอุดมคติและแนวทางการดำเนินชีวิตของตนกับผู้อื่นถ้าผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กทดลองปฏิบัติบทบาท
ดังกล่าวอย่างเต็มที่แล้ว เด็กจะสามารถค้นหาบทบาทหน้าที่ของตนเพื่อจะได้รู้จักตนเองดีขึ้น 
6. ขั้นความรู้สึกว่าตนมีเพื่อนหรือความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว (Intimacy versus isolation) อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว อายุประมาณ
 18 - 21 ปี เป็นวัยที่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้ ไว้วางใจผู้อื่น มีเพื่อนสนิท มีคู่รัก เริ่มเป็นผู้ใหญ่มุ่งอยู่กับการทำงานหรือ
สร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่น มีความรับผิดชอบต่อตนเองและเริ่มเลือกคู่ครอง
7. ขั้นความรู้สึกรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่หรือรู้สึกเฉื่อยชา (Generativity versus self-absorption) อยู่ในช่วงวัยกลางคนอายุ
ประมาณ 22 - 40 ปี เป็นขั้นมีลูกหลาน เลี้ยงดูบุตรหลานให้มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต รู้จักรับผิดชอบและพอใจในฐานะ
และชีวิตของตนแต่ถ้าไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตก็จะไม่ไว้ใจใคร รู้สึกตนเองไม่มีความสามารถ มีปมด้อย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร 
กลายเป็นคนเฉื่อยชา
8. ขั้นความรู้สึกมั่นคงในชีวิตหรือความรู้สึกสิ้นหวัง (integrity versus despair) เข้าสู่วัยชรา อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป 
ถ้าผู้ที่ได้รับการพัฒนาการทางบุคลิกภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดมาก็จะประสบความสำเร็จในวัยนี้ ยอมรับความจริงในวัยนี้เปลี่ยนแปลงไป 
พอใจที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีตให้แก่ชนรุ่นหลังแต่ถ้าพัฒนาการที่ผ่านมาล้มเหลวเขาจะหมดหวัง ไม่พอใจในชีวิตที่ผ่านมา
 ทอดอาลัยในชีวิตและมักกลัวความตาย แนวความคิดของอีริคสันให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของชนชั้นกลางในช่วงวัยต่าง ๆ
 โดยไม่ได้พิจารณาถึงความแตกต่างทางชั้นสังคม กลุ่มชาติพันธุ์ และโอกาสของชีวิต และเป็นอุปสรรคต่อวิธีการศึกษาเชิงประจักษ์นิยม (Empirically)
5. ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิดความเข้าใจ (Cognitive Development)
เจน เพียเจท์ (Jean Piaget, 1896-1980) เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษาเกี่ยวกับการคิดและการใช้เหตุผลในการเรียนรู้ของเด็ก 
และเห็นว่าความคิดและความเข้าใจของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ การเรียนรู้เป็นกระบวนการของการกระทำ เด็กจะเรียนรู้ด้วยตนเอง
จากกระบวนการของการกระทำในขั้นต่าง ๆ พร้อมกับมีการพัฒนาด้านจิตใจในทุกขั้นของการพัฒนาดังนี้
1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor stage) อายุแรกเกิด - 2 ปี เด็กจะเริ่มจับ กำ นั่ง เดิน และมองเด็กจะมองว่าวัตถุ
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและมีลักษณะเฉพาะแม้ว่า วัตถุจะเปลี่ยนแปลงไปเข้าใจว่าวัตถุยังคงอยู่แม้ว่าจะลับสายตาไปแล้ว
2. ขั้นความคิดเกิดก่อนปฏิบัติการ (Preoperational stage) อายุ 2 - 7 ปี เด็กเริ่มเข้าใจสัญลักษณ์และใช้ภาษาแทนความหมายของเหตุการณ์
และสิ่งต่าง ๆ เด็กจะให้ความสนใจกับวัตถุที่เคลื่อนไหว แม้จะไม่เข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรม เช่น ความกว้าง ความลึก ความหนา คุณภาพ 
เป็นต้น เด็กจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) ไม่สามารถเข้าใจความคิดของคนอื่นที่เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ 
ยังไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่า
ทำไมวัตถุจึงเปลี่ยนรูปร่างหรือจำนวน เด็กจะเริ่มเพิ่มเข้าสังคม เลียนแบบบทบาทต่าง ๆ ขยายวงไปเล่นกับคนนอกบ้าน
 ครูและเพื่อนจะมีความสำคัญต่อความคิดและการกระทำ เด็กลดการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
3. ขั้นปฏิบัติการคิดโดยใช้วัตถุหรือสิ่งที่มีตัวตน (Concrete operational stage) อายุประมาณ 7 - 11 ปี เด็กมีความเข้าใจ
ในองค์ประกอบของวัตถุ สามารถจำแนกประเภทได้ สามารถคิดคำนวณเปรียบเทียบ ระหว่างของสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งได้ 
เด็กจะให้ความสนใจกับกฎต่าง ๆ แต่นำกฎไปใช้อย่างตรง ๆ คิดว่ายืดหยุ่นไม่ได้
4. ขั้นปฏิบัติการคิดโดยใช้นามธรรม (Formal operational stage) อายุประมาณ 12 - 15 ปี เด็กมีความสามารถใน
การคิดเกี่ยวกับเรื่องนามธรรมได้อย่างมีเหตุผล มีความสามารถในการคาดคะเน สร้างความคิดเชิงเหตุผลความเป็นจริง
นเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคต มีการวางโครงการชีวิตสำหรับตนเองและอนาคตของสังคมในลักษณะเป็นอุดมคติ รู้จักพิจารณา
และวิจารณ์ตนเอง รู้จักประเมินความคิดของตน เริ่มวิเคราะห์ค่านิยมและความประพฤติของคนรุ่นผู้ใหญ่ มีค่านิยมในการดำ
เนินชีวิตและปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้เหมาะสมมากขึ้น มีการวิจารณ์กันว่างานของเพียเจท์ไม่มีลักษณะเป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์

edit @ 2007/07/04 11:39:57
- การเป็นผู้นำและผู้ตาม
- การตั้งจุดมุ่งหมายในการทำงาน
- บทบาทอื่น ๆ ที่สังคมกำหด
- การสร้างความมั่นใจ
5. ขั้นรู้จักตนเองหรือความสับสนไม่รู้จักตนเอง (Identity versus role confusion) เป็นช่วงวัยรุ่นอายุประมาณ 12 - 17 ปี เป็นวัยที่เด็กมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ความคิดและสติปัญญา บางครั้งการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็วจนไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น สังคมเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็ก การคาดหวังจากสังคมทำให้เด็กสับสนไม่แน่ใจในบทบาทหน้าที่ของตน จึงทำให้เด็กวัยรุ่นต้องการทดลองปฏิบัติบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ เช่น
1. ขั้นความรู้สึกไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ (Trust versus mistrust) ช่วงวัยทารก อายุแรกเกิด - 1 ปีจะต้องเลี้ยงดูให้เกิดความอบอุ่นให้ได้รับสิ่งที่ต้องการเพราะถ้าเด็กต้องการแล้วไม่ได้จะกลายเป็นคนหวาดระแวงตื่นกลัว เด็กวัยนี้จะชอบหยิบฉวยทุกสิ่งทุกอย่างตามใจตนเอง ซึ่งเป็นลักษณะพัฒนาการที่จะทำให้เด็กไม่รู้จักการรับการให้ผู้อื่น ทำให้เข้าสังคมกับผู้อื่นไม่ได้
3. ทฤษฎีจิตใต้สำนึก (Unconscious)

edit @ 2007/07/04 11:43:52
edit @ 2007/07/04 11:44:09

2006/Oct/23

หลังจากที่ปิดไปเพราะไม่ค่อยอยากจะลงอะไร

ตอนนีวีนึกออกละครับว่าจะทำอะไร....

วีชอบวาดรูปมากๆ ไม่สวยหรอก อันที่จริงจะเรียกว่าละเลงสีก็คงได้ 555

คือว่า ไม่ได้เรียน วาดไปเรื่อยๆ

บางทีก็ออกมาสวยบ้าง ทุเรศบ้าง แต่ก็จะวาดอะทำมัย

อันที่จริงมันก็ไม่ได้สวยหรอกนะครับ แต่ว่าอยากจะเอามาลง (>.<)

อย่าว่าวีนะ วีเอามาลงให้ดูเล่นกันเฉยๆว่าวีบ้าแนอะ แค่นั้นหละ

เด๋ววีคงเอามาลงแล้วหละ ไว้กลับไปจาเอามาลงๆให้ดูกาน

วันนี้ สวีสดีครับ

พระเจ้าคุ้มครอง



Lord AunNackTar
View full profile