2007/Jul/04

จิตวิทยาเบื่องต้น 
~บทที่ 1~ 
 ว่าด้วยบุคลิกภาพของคนเราประกอบด้วยคุณลักษณะของบุคคลในด้านความคิด 
บุคลิกภาพของคนเราประกอบด้วยคุณลักษณะของบุคคลในด้านความคิด ความรู้สึกและความทรงจำ
 ดังนั้นบุคลิกภาพจึงมีองค์ประกอบ 3 ประการดังนี้
- ความรู้ความเข้าใจ (Cognitive) เช่น ความคิด(Thoughts) สติปัญญา(Intelligence) ความทรงจำ(Memory) 
ความเข้าใจ(Perception)
- พฤติกรรม (Behavioral) เช่น ความฉลาด (Talents) ทักษะ (Skills) ความสามารถ(Competence)
- อารมณ์ (Emotional) เช่น ความรู้สึก (Feelings) การรับรู้ (Sentiments)
นักสังคมวิทยาและนักจิตวิทยาเห็นว่า บุคลิกภาพของคนเราเป็นผลมาจากอิทธิพลทางด้านสิ่งแวดล้อม 
สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นการขัดเกลาทางสังคมจึงมีผลทำให้บุคลิกภาพแต่ละบุคคลมีลักษณะที่แตกต่างกัน
 โดยแต่ละทฤษฎีจะมีแนวความคิดที่แตกต่างกันดังนี้
1.ทฤษฎีกระจกส่องตน (The Looking - Glass self)
ผู้พัฒนาทฤษฎีนี้คือ ชาร์ล ฮัลตัน คูลลี่ (Charles Horton Cooley, 1864-1929) ซึ่งเป็นนักสังคมวิทยายุคแรก ๆ 
คูลลี่อธิบายว่าการพัฒนาตน (Self) มีลำดับขั้นตอน 3 ขั้นดังนี้
-การเห็นพฤติกรรมของตนที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น (Perceive)
-วิจารณ์พฤติกรรมของตน (Judgments)
-ประเมินค่าพฤติกรรมของตนและผู้ที่เราพบเห็น (Evaluate)คูลลี่เชื่อว่าการพัฒนาตน (Self) จะสมบูรณ์ที่สุดในกลุ่ม
ปฐมภูมิ (Primary groups)คือ ครอบครัว
2.ทฤษฎีบทบาท-การได้รับ(Role-Taking)
จอร์ด เฮอร์เบิร์ต มีด (George Herbert Mead, 1863-1931) ได้แบ่งตน (Self) ออกเป็น2ส่วนคือ
"I" ซึ่งเป็นตัวแสดงถึงสัญชาติญาณธรรมชาติ หรือลักษณะเฉพาะของบุคคล "I" จะเป็นพัฒนาการแรกของมนุษย์ที่เรียน
รู้เป็นสิ่งแรกจากสิ่งที่สังคมคาดหวัง"Me" ซึ่งเป็นสิ่งแสดงถึงตนด้านสังคม ที่เกิดจากความต้องการของสังคม
และความต้องการของบุคคลที่จะได้รับ "Me" จะเป็นพัฒนาการที่มีช่วงเวลายาวนานตลอดชีวิตMead มองว่า
 "Me" เป็นสิ่งที่ได้รับจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคม 3 ขั้น คือ
1. ขั้นเลียนแบบ (Imitative stage) เริ่มตั้งแต่เกิด - 2 ปี โดยเด็กจะเลียนแบบหรือแสดงบทบาทที่ได้รับจากบุคคลอื่น ๆ
 ที่เห็น (Role-Taking) โดยเฉพาะบุคคลที่มีความสำคัญต่อเขา (Significant others) อยู่ใกล้ชิดกับเขาโดยเฉพาะ
พ่อแม่จะเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาขั้นนี้มากที่สุด
2. ขั้นแสดงบทบาท (Play stage) เริ่มที่อายุประมาณ 2 ปีขึ้นไป - 4 ปี เป็นขั้นที่เริ่มพัฒนาการของ "Me" 
เด็กจะเริ่มมีทัศนคติและการกระทำในสิ่งที่สังคมยอมรับ เด็กจะเริ่มเห็นว่าตนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 
เด็กจะเรียนรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด โดยมีพ่อแม่หรือสังคมเป็นผู้ควบคุมพฤติกรรม
3. ขั้นแสดงการเล่น (Game stage) อายุ 4 ปี ขึ้นไป เป็นขั้นที่เด็กเริ่มที่จะได้รับรู้และเห็นบทบาทการกระทำของบุคคล
ในสังคมนอกบ้าน จะเป็นการพัฒนาบทบาทที่สังคมส่วนใหญ่ (Generalized other) ต้องการและคาดหวังเริ่มมีการ
แสดงบทบาทหลายบทบาทในเวลาเดียวกันแนวความคิดของมีด และคูลลี่ได้รับการวิจารณ์ว่า ไม่เหมาะสมที่จะ
ใช้อธิบายสังคมปัจจุบันแต่เหมาะกับสังคมที่มีความซับซ้อนน้อย ๆ
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud,1856-1939) เป็นนักจิตวิทยาชาวเวียนนา ฟรอยด์แบ่งบุคลิกภาพของคนเราออก
เป็น 3 ส่วนคือ
Id (Instinct Drive) เป็นแรงขับของจิตใต้สำนึก ความคิด ร่างกาย จิตวิทยา และเพศ
Ego เป็นตัวปรองดรองระหว่างความต้องการของ Id และ Super-ego
Superego เป็นตัวตรวจสอบ ตักเตือนหิริโอตตัปปะ หรือควบคุมการแสดงบุคลิกภาพทางสังคมของคนว่าสิ่งใด
ควรจะทำหรือสิ่งใดไม่ควรทำ
ฟรอยด์ยังแบ่งขั้นพัฒนาการของร่างกายและอารมณ์ขึ้นอยู่กับความต้องการทางเพศ การพัฒนาจะต้องผ่านเป็นขั้น ๆ 
ไปตามลำดับถ้าพัฒนาการขั้นใดไม่สมบูรณ์จะมีผลกระทบต่อบุคลิกภาพและพัฒนาการขั้นต่อไป การพัฒนาของ
 Freud นั้นเรียกว่า ขั้นของจิตวิทยาทางเพศ (Psychosexual stages) มี 5 ขั้นดังนี้
1. ขั้นการใช้ปาก (Oral stage) เริ่มตั้งแต่เกิด - 1 ขวบ เด็กจะพึงพอใจกับการดูด การกัด หรือการใช้กิจกรรมทางปาก
 ถ้าเด็กถูกขัดขวางหรือยับยั้ง เด็กจะมีปัญหาเรื่องกิน เช่น กินไม่ตรงเวลา ร้องไห้เวลากิน เมื่อโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่จะชอบ
ใช้ปากมากกว่าอวัยวะอื่น ๆ เช่น ชอบนินทา สูบบุหรี่ ติดสุรา ดูดนิ้วมือ กัดเล็บ ก้าวร้าว
2. ขั้นการใช้ทวารหนัก (Anal stage) อายุระหว่าง 1 - 3 ปี เด็กจะพึงพอใจกับการได้กลั้นหรือขับถ่าย ถ้าถูกบังคับ
หรือขัดขวาง เช่น บังคับให้ขับถ่าย เมื่อโตขึ้นจะขี้เหนียว ชอบสะสม สะอาดปราณีต มีระเบียบ เคร่งครัด แต่ถ้าปล่อยให้
ขับถ่ายเลอะเทอะและเล่นอุจจาระโดยไม่บังคับจะเป็นคนฟุ่มเฟือยชอบสุรุ่ยสุร่าย
3. ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic stage) อายุ 3 - 5 ปี เด็กจะพึงพอใจกับการได้จับต้องอวัยวะเพศของตน เป็นระยะที่เด็กชาย
มีพฤติกรรมแบบปมออดิพุส (Oedipus Complex) คือเกิดความรักใคร่ผูกพันกับแม่กลัวพ่อจะรู้และลงโทษ ถ้าเด็ก
ถูกลงโทษจากพ่อในขั้นนี้เด็กจะมีความก้าวร้าวและมีความกดขี่ทางเพศ ส่วนเด็กผู้หญิงมีพฤติกรรมแบบปมอิเลคต้า
 (Electra Complex) คือเกิดความรักใคร่ผูกพันกับพ่อที่เกิดจากความพึงพอใจในอวัยวะเพศของพ่อเพราะตนไม่มี
ขั้นนี้ถ้าเด็กรู้ว่าความต้องการของตนไม่ได้รับการบำบัดก็จะหันมาเลียนแบบพ่อแม่ตามเพศของตนเพื่อดึงดูดความ
สนใจเมื่ออายุมากขึ้นปมนี้จะหายไป แต่ผลการเลียนแบบจะติดตัวเป็นบุคลิกภาพในวัยต่อมา ถ้าพ่อแม่แสดงตนไม่
เหมาะสมกับเพศเด็กจะแสดงบทบาทไม่เหมาะสมกับเพศของตนด้วย
4.ขั้นแฝง (Latency stage) อายุ 5 - 14 ปี เด็กจะเปลี่ยนความสนใจจากความพึงพอใจทางเพศ มาให้ความสนใจต่อ
สติปัญญา พัฒนาการด้านสังคม ซึ่งเป็นขั้นพัฒนาบุคลิกภาพไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
5.ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital stage) อายุ 15 ปี ขึ้นไปเป็นพัฒนาการขั้นสุดท้ายเป็นขั้นที่มีความพอใจเพศตรงข้าม 
มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เพศชายและหญิงพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้ ระยะนี้ถ้าเด็กมีพัฒนาการขั้นก่อน ๆ ดีก็พร้อมที่จะ
มีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ ถ้ามีปมขั้นที่ 3 ติดมาก็ปรารถนาจะแต่งงานกับเพศตรงข้ามที่อายุมากกว่า
4. ทฤษฎีความนึกคิดเกี่ยวกับตน (Identity Crises)
อีริค อีริคสัน (Erik Erikson,1902-1988) เป็น Neo-Freudian ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นเหตุเป็นผลของ ego 
อีริคสันเห็นว่าการพัฒนาตนเป็นการพัฒนาตามขั้นจิตวิทยาสังคม (Psychosocial stage) 8 ขั้นดังนี้
2. ขั้นความรู้สึกเป็นอิสระหรือสงสัยไม่แน่ใจความสามารถของตน (Autonomy versus doubt) เป็นวัยที่เด็กสามารถ
ควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดของอวัยวะขับถ่ายได้ รู้สึกมีอิสระที่จะขับถ่ายหรือไม่ขับถ่าย การบังคับให้ขับถ่ายจะทำให้เด็ก
เกิดความรู้สึกสงสัยว่าตนเองมีอิสระหรือไม่มีอิสระกันแน่ พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กรู้จักขับถ่ายให้เหมาะสมกับเวลาและสถานที่ 
ด้วยการผ่อนปรนบ้าง ไม่ควรเข้มงวดกับเด็กมากนักเพราะเด็กวัยนี้อาจมีความไม่แน่ใจว่าจะกลับไปถึงพาคนอื่น
ตลอดเวลาซึ่งมีความสุขสบายหรือจะกลับมาพึ่งตนเองซึ่งมีอิสระแต่ต้องรับผิดชอบ ถ้าฝึกให้เด็กขับถ่ายเข้มงวด
ในเรื่องเวลาและสถานที่เด็กอาจใช้วิธีลดความไม่สบายใจโดยทำตัวให้เหมือนทารกอยากดูดนมแม่ หรือถ้ามีน้องก็อิจฉาน้อง 
ถ้าพัฒนาการขั้นนี้เป็นไปได้ดีเด็กจะมีพลังความตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ และรู้จักควบคุมตนเอง
3. ขั้นความคิดริเริ่มหรือความรู้สึกผิด (Initiative versus guilt) วัยก่อนเข้าเรียนอายุประมาณ 3 - 5 ปี เป็นวัยที่เด็กสามารถ
ช่วยตัวเองได้ เริ่มแสดงความสามารถใหม่ ๆ ออกมา เช่นการพูด การคิด พ่อแม่จะต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กไ
ด้แสดงออกมามากที่สุดแต่ถ้าพ่อแม่ตำหนิติเตียนการกระทำของเด็ก จะมีผลทำให้เด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์ พูดติดอ่าง 
และเป็นคนกลัวทำผิดตลอดเวลา
4. ขั้นความรู้สึกว่าตนประสบผลสำเร็จหรือความรู้สึกด้อย (Industry versus inferiority) เป็นวัยเข้าเรียนอายุประมาณ
 6 - 11 ปี เป็นช่วงที่เด็กต้องการรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และสิ่งที่ต้องทำนั้นทำอย่างไร ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ช่วยสนับสนุน
ให้ทำงานหรือกิจกรรมได้สำเร็จ เด็กจะเกิดความรู้สึกประสบผลสำเร็จภาคภูมิใจและมีนิสัยรักที่จะทำงาน
- การใช้เวลาว่าง
- การปฏิบัติตามบทบาททางเพศของตนอย่างเหมาะสม
-การเปรียบเทียบอุดมคติและแนวทางการดำเนินชีวิตของตนกับผู้อื่นถ้าผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กทดลองปฏิบัติบทบาท
ดังกล่าวอย่างเต็มที่แล้ว เด็กจะสามารถค้นหาบทบาทหน้าที่ของตนเพื่อจะได้รู้จักตนเองดีขึ้น 
6. ขั้นความรู้สึกว่าตนมีเพื่อนหรือความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว (Intimacy versus isolation) อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว อายุประมาณ
 18 - 21 ปี เป็นวัยที่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้ ไว้วางใจผู้อื่น มีเพื่อนสนิท มีคู่รัก เริ่มเป็นผู้ใหญ่มุ่งอยู่กับการทำงานหรือ
สร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่น มีความรับผิดชอบต่อตนเองและเริ่มเลือกคู่ครอง
7. ขั้นความรู้สึกรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่หรือรู้สึกเฉื่อยชา (Generativity versus self-absorption) อยู่ในช่วงวัยกลางคนอายุ
ประมาณ 22 - 40 ปี เป็นขั้นมีลูกหลาน เลี้ยงดูบุตรหลานให้มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต รู้จักรับผิดชอบและพอใจในฐานะ
และชีวิตของตนแต่ถ้าไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตก็จะไม่ไว้ใจใคร รู้สึกตนเองไม่มีความสามารถ มีปมด้อย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร 
กลายเป็นคนเฉื่อยชา
8. ขั้นความรู้สึกมั่นคงในชีวิตหรือความรู้สึกสิ้นหวัง (integrity versus despair) เข้าสู่วัยชรา อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป 
ถ้าผู้ที่ได้รับการพัฒนาการทางบุคลิกภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดมาก็จะประสบความสำเร็จในวัยนี้ ยอมรับความจริงในวัยนี้เปลี่ยนแปลงไป 
พอใจที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีตให้แก่ชนรุ่นหลังแต่ถ้าพัฒนาการที่ผ่านมาล้มเหลวเขาจะหมดหวัง ไม่พอใจในชีวิตที่ผ่านมา
 ทอดอาลัยในชีวิตและมักกลัวความตาย แนวความคิดของอีริคสันให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของชนชั้นกลางในช่วงวัยต่าง ๆ
 โดยไม่ได้พิจารณาถึงความแตกต่างทางชั้นสังคม กลุ่มชาติพันธุ์ และโอกาสของชีวิต และเป็นอุปสรรคต่อวิธีการศึกษาเชิงประจักษ์นิยม (Empirically)
5. ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิดความเข้าใจ (Cognitive Development)
เจน เพียเจท์ (Jean Piaget, 1896-1980) เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษาเกี่ยวกับการคิดและการใช้เหตุผลในการเรียนรู้ของเด็ก 
และเห็นว่าความคิดและความเข้าใจของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ การเรียนรู้เป็นกระบวนการของการกระทำ เด็กจะเรียนรู้ด้วยตนเอง
จากกระบวนการของการกระทำในขั้นต่าง ๆ พร้อมกับมีการพัฒนาด้านจิตใจในทุกขั้นของการพัฒนาดังนี้
1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor stage) อายุแรกเกิด - 2 ปี เด็กจะเริ่มจับ กำ นั่ง เดิน และมองเด็กจะมองว่าวัตถุ
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและมีลักษณะเฉพาะแม้ว่า วัตถุจะเปลี่ยนแปลงไปเข้าใจว่าวัตถุยังคงอยู่แม้ว่าจะลับสายตาไปแล้ว
2. ขั้นความคิดเกิดก่อนปฏิบัติการ (Preoperational stage) อายุ 2 - 7 ปี เด็กเริ่มเข้าใจสัญลักษณ์และใช้ภาษาแทนความหมายของเหตุการณ์
และสิ่งต่าง ๆ เด็กจะให้ความสนใจกับวัตถุที่เคลื่อนไหว แม้จะไม่เข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรม เช่น ความกว้าง ความลึก ความหนา คุณภาพ 
เป็นต้น เด็กจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentric) ไม่สามารถเข้าใจความคิดของคนอื่นที่เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ 
ยังไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่า
ทำไมวัตถุจึงเปลี่ยนรูปร่างหรือจำนวน เด็กจะเริ่มเพิ่มเข้าสังคม เลียนแบบบทบาทต่าง ๆ ขยายวงไปเล่นกับคนนอกบ้าน
 ครูและเพื่อนจะมีความสำคัญต่อความคิดและการกระทำ เด็กลดการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
3. ขั้นปฏิบัติการคิดโดยใช้วัตถุหรือสิ่งที่มีตัวตน (Concrete operational stage) อายุประมาณ 7 - 11 ปี เด็กมีความเข้าใจ
ในองค์ประกอบของวัตถุ สามารถจำแนกประเภทได้ สามารถคิดคำนวณเปรียบเทียบ ระหว่างของสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งได้ 
เด็กจะให้ความสนใจกับกฎต่าง ๆ แต่นำกฎไปใช้อย่างตรง ๆ คิดว่ายืดหยุ่นไม่ได้
4. ขั้นปฏิบัติการคิดโดยใช้นามธรรม (Formal operational stage) อายุประมาณ 12 - 15 ปี เด็กมีความสามารถใน
การคิดเกี่ยวกับเรื่องนามธรรมได้อย่างมีเหตุผล มีความสามารถในการคาดคะเน สร้างความคิดเชิงเหตุผลความเป็นจริง
นเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคต มีการวางโครงการชีวิตสำหรับตนเองและอนาคตของสังคมในลักษณะเป็นอุดมคติ รู้จักพิจารณา
และวิจารณ์ตนเอง รู้จักประเมินความคิดของตน เริ่มวิเคราะห์ค่านิยมและความประพฤติของคนรุ่นผู้ใหญ่ มีค่านิยมในการดำ
เนินชีวิตและปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้เหมาะสมมากขึ้น มีการวิจารณ์กันว่างานของเพียเจท์ไม่มีลักษณะเป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์

edit @ 2007/07/04 11:39:57
- การเป็นผู้นำและผู้ตาม
- การตั้งจุดมุ่งหมายในการทำงาน
- บทบาทอื่น ๆ ที่สังคมกำหด
- การสร้างความมั่นใจ
5. ขั้นรู้จักตนเองหรือความสับสนไม่รู้จักตนเอง (Identity versus role confusion) เป็นช่วงวัยรุ่นอายุประมาณ 12 - 17 ปี เป็นวัยที่เด็กมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ความคิดและสติปัญญา บางครั้งการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็วจนไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น สังคมเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็ก การคาดหวังจากสังคมทำให้เด็กสับสนไม่แน่ใจในบทบาทหน้าที่ของตน จึงทำให้เด็กวัยรุ่นต้องการทดลองปฏิบัติบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ เช่น
1. ขั้นความรู้สึกไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ (Trust versus mistrust) ช่วงวัยทารก อายุแรกเกิด - 1 ปีจะต้องเลี้ยงดูให้เกิดความอบอุ่นให้ได้รับสิ่งที่ต้องการเพราะถ้าเด็กต้องการแล้วไม่ได้จะกลายเป็นคนหวาดระแวงตื่นกลัว เด็กวัยนี้จะชอบหยิบฉวยทุกสิ่งทุกอย่างตามใจตนเอง ซึ่งเป็นลักษณะพัฒนาการที่จะทำให้เด็กไม่รู้จักการรับการให้ผู้อื่น ทำให้เข้าสังคมกับผู้อื่นไม่ได้
3. ทฤษฎีจิตใต้สำนึก (Unconscious)

edit @ 2007/07/04 11:43:52
edit @ 2007/07/04 11:44:09
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
โอวว ดีเลย เทอมนี้เรามีวิชาที่ต้องเรียนเกี่ยวกะจิตวิดยาเหมือนกัน อิอิ แอบเอาไปทำรายงาน ฮ่าๆๆๆ
บทที่ 1 เองเหรอ ดีเนอะ ตอนเรียนไม่ได้เรียนวิชานี้น่ะ เรียนแต่มนุษยสัมพันธ์ เลยแอบเข้ามาอ่าน

แน่ะ มีคนจะแอบเอาไปทำรายงานด้วยแระ

แต่คนเม้นท์นี้ให้การบ้านได้ป่าว? อยากรู้เรื่อง Transactional analysis น่ะ มีป่าวในตำราที่จะเรียนน่ะค่ะ ไม่รู้ว่ามีในเนื้อหาจิตวิทยารึเปล่า?
#2  by  tungmay At 2007-07-04 12:38, 
จะบอกว่ากลัวน่ะค่ะ รูปน่ะ >_<
#3  by  tungmay At 2007-07-04 16:07, 

<< Home


Lord AunNackTar
View full profile